Feb 17

เพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ด้วยการ โปรโมทเว็บไซต์ ในรูปแบบ pay-per-click

ขอแนะนำ  วิธีเพื่อเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์อย่างรวดเร็วให้กับเว็บไซต์ของคุณ

การเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ด้วยการ โปรโมทเว็บไซต์  ในรูปแบบนี้ อาจจะเป็นวิธีที่เรารู้จัก และคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี แต่การค้นคว้า และวิจัยมาอย่างยาวนานของเรา จึงทำให้เราทราบว่า วิธีนี้เป็นวิธีที่ “ประหยัดที่สุด” ในการ โปรโมทเว็บไซต์  เพื่อเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์กลุ่มเป้าหมาย รวมทั้งยังเป็นวิธีที่สามารถบริหาร และจัดการได้อย่างง่ายดายอีกด้วย

ข้อดีของการ โปรโมทเว็บไซต์  ในรูปแบบนี้คือ ทำให้คุณไม่ต้องใช้งบประมาณที่มากเกินความจำเป็น เพราะคุณจะเสียค่าบริการ โปรโมทเว็บไซต์ ก็ต่อเมื่อมีผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตที่สนใจเว็บไซต์ของคุณคลิกเข้าชม เว็บไซต์เท่านั้น การ โปรโมทเว็บไซต์ แบบนี้ จึงทำให้จำนวนลูกค้าที่แท้จริงของคุณเพิ่มขึ้น ซึ่งก็จะมีผลทำให้ยอดการใช้บริการ หรือยอดการซื้อสินค้าจากเว็บไซต์ของคุณเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

นอกจากนี้ การ โปรโมทเว็บไซต์ แบบนี้ ยังเป็นวิธีการ โปรโมทเว็บไซต์  ที่คุณสามารถบริหารและจัดการได้ อย่างง่ายดายด้วยตัวคุณเองอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของการเลือกใช้คีย์เวิร์ดหรือคำค้นหาเว็บไซต์ เพื่อดึงดูดให้ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ต หรือกลุ่มเป้า หมายของคุณคลิกเข้ามาชมเว็บไซต์

หรือแม้กระทั่งในส่วนของการกำหนดงบประมาณที่จะใช้ในการประมูลคีย์เวิร์ด ที่ จะใช้กับเว็บไซต์ โดยเรา ได้ทดลองจัดทำ โปรโมทเว็บไซต์ ในรูปแบบนี้ใน Search Engine หลายๆ ที่ ไม่ว่าจะเป็น findwhat, kanoodle, epilot, enhance, looksmart และ อื่นๆ อีกมากมาย เพื่อค้นหา Search Engine ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการจัดทำ โปรโมทเว็บไซต์  ในรูปแบบนี้ ซึ่ง ให้ผลลัพธ์ดังกล่าวที่ดีที่สุด ก็คือ Google

Feb 8

ยินดีต้อนรับกลับเข้าสู่ห้องเรียนพื้นฐาน SEO อีกครั้งครับ หลังจากได้รู้จักคำนิยามต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำ SEO กันไปพอสมควรแล้ว บทความนี้เราจะจำแนกประเภทการทำ SEO กันครับ การทำ SEO ถูกจำแนกออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ดังนี้

White Hat  SEO ( SEO หมวกสีขาว)

การทำ SEO ประเภท White Hat คือ การทำเว็บคุณภาพ และทำ SEO โดยยึดแนวปฏิบัติต่าง ๆ ที่ Search Engine หลาย ๆ ค่ายแนะนำไว้ ซึ่งควรมีลักษณะดังนี้
- หลีกเลี่ยงการทำ Hidden text หรือ Hidden Links
- หลีกเลี่ยงการทำ Doorway
- ไม่ทำ Spam Keyword
- ไม่ทำ Duplicate Content
- ไม่ทำ Cloaking หรือ Sneaky Redirects

Black Hat SEO ( SEO หมวกสีดำ)

การทำ SEO ประเภท Black Hat คือ การทำ SEO โดยใช้เทคนิคต่าง ๆ ที่ไม่เป็นไปตามแนวปฏิบัติเพื่อให้ได้ประโยชน์ทาง SEO โดยไม่สนใจถึงความเหมาะสม ตามลักษณะที่ตรงข้ามกับการทำ White Hat SEO ทุกประการ (ไม่แนะนำให้ทำอย่างยิ่ง)

นอกจากหมวกขาวและหมวกดำแล้ว ในปัจจุบันยังมีการแบ่งประเภทแบบไม่เป็นทางการอีก 1 ประเภท คือ Gray Hat SEO ( SEO หมวกสีเทา) ที่ทำ SEO แบบกึ่งหมวกขาวและหมวกดำ
ตัวอย่างเช่น การทำ Spam Keyword โดยการแต่งประโยคที่มี Keyword อยู่ในประโยคมาก ๆ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการทำ Black Hat SEO จะได้ผลเร็ว แต่ก็มักจะได้ผลแค่ระยะสั้น ๆ จึงขอสนับสนุนให้นัก SEO ทุกท่านทำเว็บด้วย White Hat SEO เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาวครับ

ศัพท์น่ารู้

  • Hidden Text คือ การซ่อนข้อความ ไม่ให้เห็นโดยมนุษย์แต่สามารถเห็นได้โดย Robot ของ Search Engine เช่น การทำสีตัวอักษรกับสีพื้นหลังเป็นสีเดียวกัน
  • Hidden Links คือ การซ่อนลิงค์ ไม่ให้เห็นโดยมนุษย์แต่สามารถเห็นได้โดย Robot ของ Search Engine เช่น การใช้ style=”display:none” ครอบแท็กของ Hyperlinks
  • Spam Keyword คือ การทำหน้าเว็บที่มีแต่ Keyword มากมาย
  • Duplicate Content คือ การคัดลอกหน้าเว็บให้เหมือนกัน เพื่อเพิ่มจำนวนหน้าของเว็บแบบไม่มีคุณภาพ
  • Doorway คือ การส่ง Robot ของ Search Engine ไปในหน้าที่มีแต่ Keyword ก่อนแสดงผลหน้าเว็บที่มีเนื้อหา
  • Cloaking คือ การทำหน้าเว็บที่แสดงผลแตกต่างกัน เมื่อถูกเรียกโดย Robot ของ Search Engine และผู้เข้าชมเว็บทั่ว ๆ ไป (แสดงผลให้คนอย่างหนึ่ง ให้บอทอย่างหนึ่ง)
  • Sneaky Redirects คือ การเปลี่ยนการแสดงผลจากหน้าหนึ่ง ไปอีกหน้าหนึ่งอย่างรวดเร็ว
Jan 25

Backlinks คือ ลิ๊งค์จากที่ต่างๆ ที่ชี้เข้ามายังเว็บไซท์หรือบล๊อกของเรา ถือเป็นสิ่งสำคัญมากอันดับต้นๆ ในการทำ SEO เลยก็ว่าได้นะครับ เพราะ Backlinks นั้นสามารถทำให้เว็บของเรามีตำแหน่งที่ดีจากการค้นหา ช่วยเพิ่มค่าคะแนนคุณภาพของเว็บ หรือที่เราเรียกกันว่า PageRank หรือ PR นั่นเอง และยังเป็นตัวบ่งชี้ถึงความฮอทของเว็บเราได้ด้วยนะครับ ^^

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?
มองกันแบบบ้านๆ นะครับ เวลาเราเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไหนถ้าเว็บนั้นมีเนื้อหาที่ดี มีประโยชน์ต่อเราหรือเราเห็นว่าน่าจะมีประโยชน์ต่อคนอื่น เราก็อยากจะทำลิ๊งค์กลับไปหาเว็บนั้นใช่มั้ยครับ Google ก็มองแบบนี้เหมือนกัน คือมองว่าเว็บไหนที่มีคนทำลิ๊งค์กลับมาหาเยอะๆ เว็บนั้นล่ะคือเว็บไซท์ที่มีคุณภาพ สมควรอย่างยิ่งที่จะจัดให้ไปอยู่อันดับสูงๆ หรือสมควรให้ค่า PageRank สูงๆ

ทำยังไงถึงได้ Backlinks
การหา Backlinks ให้เว็บไซท์ของเรานั้นจะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยากนะครับ และยังมีแบบฟรีกับเสียเงินด้วย สำหรับมือใหม่หัดทำ SEO ลองมาดูวิธีการหา Backlinks แบบฟรีๆ กันก่อนดีกว่า

วิธีการสุดคลาสสิคก็คือการแลกลิ๊งค์กับเว็บไซท์ต่างๆ นั่นเอง ซึ่งฟังดูเหมือนง่ายแต่จริงๆ เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกันครับ เพราะสมัยนี้ใครๆ ก็ทำ SEO กันทั้งนั้น จึงเกิดอาการหวงลิ๊งค์กันขึ้นมา หวงยังไงเหรอครับ… ก็คือเจ้าของเว็บที่ทำ SEO นั้นไม่อยากให้มี External Link หรือลิ๊งค์ออกภายนอกมากจนเกินไปหรือโดยไม่จำเป็น และต่างคนต่างก็อยากได้ One Way Link หรือลิ๊งค์ทางเดียวกันทั้งนั้น (ตรงนี้ผมจะเขียนให้ต่อคราวหน้าครับ)

อีกวิธีของการหา Backlinks แบบดั้งเดิมเลยก็คือการไปซับมิต (Submit) หรือไปเพิ่มรายชื่อเว็บไซท์ของเราตามเว็บไดเรกทอรี (Web Directory) ที่ต่างๆ ครับ วิธีนี้นอกจากจะได้ลิ๊งค์กลับมาหาเราแล้ว เรายังได้ลิ๊งค์แบบทางเดียวหรือ one way link กลับมาหาเราอีกด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องดูตามเงื่อนไขของเว็บไดเรกทอรี่ที่เราไปสมัครด้วยนะ ครับว่าเราต้องติดลิ๊งค์ให้เค้ากลับคืนหรือเปล่า

ต่อไปเป็นวิธีเสียเงินครับหรือที่เรียกกันว่าการซื้อลิ๊งค์ วิธีนี้ได้ผลดีรวดเร็วครับ และเราสามารถเลือกได้ว่าจะซื้อลิ๊งค์กับเว็บไหนมีค่า PageRank เท่าไหร่ การซื้อลิ๊งค์สามารถดันเว็บเราให้ติดอันดับได้เร็วก็จริง แต่ก็ทำให้เกิดปัจจัยเสี่ยงอยู่เหมือนกันนะครับ ถ้า Google จับได้ว่าเราซื้อขายลิ๊งค์ ซึ่งปัจจุบัน Google ก็สามารถตรวจสอบได้ แล้วก็จับตาดูพฤติกรรมของเว็บแนวๆ นี้อยู่ แน่นอนครับถ้าโดนจับได้ก็อาจถูกลงโทษต่างๆ นานา ซึ่งก็ทำให้คนทำ SEO อย่างเราๆ ก็หวาดผวาไปตามกัน

สรุปครับ การที่เราจะได้ Backlinks เยอะๆ จากเว็บดีๆ สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของเว็บเราเป็นหลักด้วยนะครับ ถ้าเว็บเราดีมีสาระ มีเนื้อหาเป็นที่น่าสนใจ คนอื่นที่เข้ามาดูเว็บเราเค้าก็สนใจ และก็อยากทำลิ๊งค์กลับมาให้ นี่ล่ะครับหัวใจสำคัญของการได้มาซึ่ง Backlinks

backlinks

Jan 21

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimizer นั้นเป็นการทำให้โครงสร้างข้อมูลภายในเว็บของเราที่บรรจุอยู่ใน HTML ของเรา และพวก URL ของเรานั้น มีความหมายและทำให้ Crawler (ซึ่งต่อไปจะขอเรียกเป็น Search Engine เพื่อให้เข้าใจตรงกัน) นั้นสามารถเข้ามาเก็บข้อมูลในเนื้อหาของเราได้ง่าย และตรงกับความต้องการให้ได้มากที่สุด

ซึ่งโดยปกติแล้วจะแนะนำให้ใช้ XHTML ร่วมกับ CSS โดยที่ XHTML นั้นเป็นส่วนที่ใช้สำหรับใส่ข้อมูลและมี Tag พวก XHTML ต่าง ๆ เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเนื้อหาให้น้อยที่สุด โดยมีแต่ส่วนที่กำหนดพื้นที่สำหรับแสดงผลต่าง ๆ เป็นชื่อที่สื่อความหมาย โดยใช้พวก <div> และ <span> แล้วกำหนดพื้นที่ของ Layout ด้วยชื่อที่กำหนดใน id หรือ class และโยนหน้าที่การกำหนด Layout ต่าง ๆ ไปที่ CSS ทั้งหมด เพื่อลดขนาดของไฟล์ HTML ที่ตัว Search Engine จะดึงไปเพื่อทำการ Parse ข้อมูลออกมา ทำ SEO  ใช้เวลาประมวลผลต่าง ๆ ลดลงได้มากด้วย แถมลด B/W ลงไปได้เยอะมาก ๆ ในกรณีที่เว็บของเรานั้นมี Priority ในการเข้ามา index ข้อมูลของ Search Engine สูง ๆ

เทคนิค SEO ง่าย ๆ แต่ได้ผลนั้นผมสรุปจาก Best and Worst practices for designing a high traffic website อีกทีครับ

  1. ใส่ Keywords หลัก ๆ ที่จะทำ SEO  ลงบน Title เพราะเป็นพื้นที่ที่ระบบ Search Engine ใช้ในการเข้ามา index ข้อมูลอันดับแรก ๆ
  2. ใช้ tag Heading (พวก <h*></h*> ต่าง  ๆ) ให้เป็นประโยชน์ กับการทำ SEO เพื่อให้ Search Engine นั้นเข้าถึงข้อมูลสำคัญ ๆ ในส่วนนี้ก่อนเสมอ เพราะ Search Engine จะมองว่า Heading เป็นเหมือนหัวหลักของเนื้อหาเพื่อนำไปใช้สรุปเนื้อหาตอนค้นหาต่อไป
  3. ใช้ alt, title, id, class และพวก caption ต่าง ๆ ที่ใช้อธิบายข้อมูลนั้น ๆ เพื่อทำ SEO  เพราะ Search Engine ไม่เข้าในว่ารูปภาพ หรือข้อมูลพวก Binary ต่าง ๆ ว่ามันคืออะไร
    เช่น <img src=”dog.jpg” alt=”Dog jumping into the air” />
  4. ใช้ META Tag ถึงแม้ว่า META Tag จะเป็นเทคนิคเก่า ๆ นับตั้งแต่มี WWW แต่ก็เป็นการดีที่เราควรจะมีไว้ ทำ SEO  เพราะ Search Engine ยังคงใช้ข้อมูลนี้เพื่อการจัดอับดับข้อมูลของเรา ในกรณีที่ข้อมูลในหน้านั้น ๆ มีมากเกินไป
  5. ใช้ Sitemap ช่วยในการทำอันดับ SEO  โดยการสร้าง Sitemap นั้นมีเครืองมือให้ใช้อยู่มากมาย และยิ่งใช้พวก CMS/Blogware ต่าง ๆ พวก Drupal, Wordpress, XOOP, Joomla/Mambo, PHP-nuke ฯลฯ ก็มี module/component/plug-in เข้ามาช่วยสร้าง Sitemap ให้แทบทั้งนั้น โดยประโยชน์ของ Sitemap นั้นช่วยให้ตัว Search Engine นั้นไม่ต้องวิ่งไต่ไปตามลิงส์ต่าง ๆ ของเว็บของเราเพื่อเข้าถึงข้อมูลทั้งหมด และยิ่งเว็บมีขนาดใหญ่และซับซ้อนมาก ๆ ยิ่งทำให้หน้าที่อยู่ในส่วนของรากลึก ๆ ต้นไม้ที่เป็นลำดับของลิงส์นั้นเข้าถึงยาก การมี Sitemap จึงช่วยในการบ่งบอกได้ว่าเว็บของเรามีหลายอะไรอยู่บ้าง เพื่อให้ตัว Search Engine เข้ามา Index ข้อมูลได้รวดเร็วและสะดวกขึ้น
  6. ทำ URL Friendly หรือ Rewrite URL การทำ URL Friendly นั้นช่วยให้ Search Engine เข้าใจ URL ของเราและทำให้การเก็บ URL และแสดงผล URL เพื่อลิงส์กลับมาหน้าต่าง ๆ ของเว็บเรานั้นทำได้ง่ายมากขึ้น และช่วยให้การทำ SEO ส่งผลมากขึ้น และอันดับขึ้นเร็ว
Jan 7

โปรโมทเว็บไซต์ ผ่าน Search Engine Marketing

เมื่อเรารู้ว่า Search Engine ทำงานอย่างไร? และรู้จักวิธีการค้นหาคำต่าง ๆ ด้วยเว็บไซต์ค้นหาแล้ว เราต้องหาวิธีที่จะเข้าไปเพิ่มชื่อ (Submission) เว็บไซต์ของเรา เพื่อให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตกว่าพันล้านคนรู้จัก ด้วยคำที่เราต้องการให้คนค้นหาพบ (Key Word) ซึ่ง เทคนิคและขั้นตอนต่าง ๆ ในการทำให้เว็บไซต์ค้นหา รู้จักเรามีอยู่หลายวิธี ดังต่อไปนี้

จัด เตรียมเนื้อหาของเว็บไซต์ให้ตรงกับคำที่ต้องการจะค้นหา เช่น เราทำเว็บไซต์ขึ้นมาเพื่อที่จะขายโฮสติ้ง(Hosting) เราก็ต้องใส่เนื้อหาที่มีคำว่า โฮสติ้ง(Hosting) ไปในทุก ๆ หน้าของเว็บไซต์ของเรา โดยเรามีจุดมุ่งหมายที่ว่า “ให้คนที่ต้องการเช่าพื้นที่เว็บไซต์ (Hosting)” หาเว็บไซต์ของเราเจอ โดย เน้นเนื้อหาให้มีความว่า โฮสติ้ง(Hosting) ปรากฏอยู่ ในทุกๆ ย่อหน้าหรือทุก ๆ หน้าในเว็บไซต์ของเรา ซึ่งในเอกสาร HTML ของเราจะมีการใส่ แทกส์ ที่ทำไว้สำหรับ เว็บไซต์ค้นหา โดยเฉพาะ เราก็ใส่คำค้นหาของเราเข้าไปใน แทกส์ นั้น ๆ (ควรศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องการเขียนเว็บไซต์ด้วยภาษา HTML)

เมื่อจัด เตรียมข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งใส่ แทกส์ที่จำเป็นแล้ว ก็ถึงขั้นตอนการบอกให้ เว็บไซต์ค้นหา รู้จักเว็บไซต์ของเรา โดย เราจะต้องเข้าไปที่ เว็บไซต์ค้นหาต่าง ๆ ที่เป็นที่นิยมของคนทั่วโลก หรือ Major Search Engine & Web Directory นั่นเอง เช่น Google Yahoo MSN AOL Dmoz เนื่องจากว่า 90% ของผู้ใช้ อินเตอร์เน็ตทั่วโลก ใช้เว็บไซต์ค้นหาเหล่านี้ ซึ่งเทคนิคการ นำเว็บของเราไปเพิ่มชื่อใน Major Search Engine & Web Directory ก็แตกต่างกันไป และ มีทั้งเพิ่มชื่อแบบฟรีและเสียเงิน